เหตุผลที่ควรเลือกตั้งในปี

นับจากวันที่มีการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เวลา 16:30 น. ประเทศไทยภายใต้การบริหารของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  นับถึงวันนี้เป็นเวลา ล่วงเข้าปีที่ 4 ที่ประเทศไทยห่างหายจากการเลือกตั้ง ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 โดยวิธีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา วันที่ 21 สิงหาคม 2557  และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเลือกพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี

ความพยายามให้มีการเลือกตั้ง เกิดขึ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง แต่ก็มีอันต้องยุติไป หากแต่ในปี  นี้ ตาม Roadmap ของรัฐบาล ถือเป็น ‘ปีแห่งการเลือกตั้ง’  โดยประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งทั้งทางตรง-ทางอ้อมเกิดขึ้นถึง 3 ระดับคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และผู้บริหารและสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

เหตุผลที่ควรเลือกตั้งในปี 2018

ปัจจัยอันเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการเลือกตั้งนั้น คือ ทันทีที่กฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้ายคือร่างพระราชบัญญัติประกอบ (พ.ร.ป.) รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.… และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.…ต้อง ผ่านสภาและมีผลบังคับใช้ การเลือกตั้งทั่วไปต้องเกิดขึ้นภายใน 150 วันตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

มาสู่คำถามที่ว่า เหตุผลที่ควรเลือกตั้งในปี 2018 นั้นเป็นเพราะอะไร ในขณะที่ รัฐบาลยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562  ประการแรก ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่มีการรัฐประหารกินเวลาถึง 4 ปี ภาพสังคมประชาธิปไตยของไทยในมุมมองของนานาอารยประเทศนั้นมีความจางหายไป การจะอยู่ในสังคมโลกที่เราประกาศตัวเป็นประเทศประชาธิปไตยนั้นดูจะเป็นสิ่งที่สวนทางกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ปฏิกิริยาสะท้อนกลับของนานาประเทศต่อการรัฐประหารในประเทศไทยนั้นออกมาในทางลบ อาทิ การค้าไทย- EU ขยายตัวในอัตราที่ลดลง   และ EU ระงับทั้งการลงนามข้อตกลง PCA และการเจรจา FTA

ประการต่อมา สถานการณ์และบรรยากาศในประเทศมีการเรียกร้องการเลือกตั้ง เพื่อนำบรรยากาศของประชาธิปไตยกลับมา บ้านเมืองควรกลับเข้าสู่ภาวะปกติที่ผู้คนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและสันติ

ประการที่สาม  หากเราอยากเห็นการเมืองใหม่ต้องเริ่มต้นที่การเลือกตั้ง  สื่อที่เริ่มมีการนำเสนอการเตรียมการของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งล้วนเป็นภาพของ “การเมืองใหม่”  จากคนรุ่นใหม่ ที่รอการละลายภาวะแช่แข็งของสังคมประชาธิปไตย

หากการเลือกตั้งไม่เกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้อาจเกิดวิกฤตทางการเมืองในรูปแบบใหม่ขึ้นมา และก่อฉนวนไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนโดยรวม   ขณะนี้มีกลุ่มเยาวชนคนหนุ่มสาวและคนหลากหลายอายุได้รวมตัวกันในนามกลุ่ม “คนอยากเลือกตั้ง”ทำการชุมนุมแสดงออกเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 นี่เป็นเพียงพลังเพียงบางกลุ่ม หากการเลือกตั้งไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่ชัดแล้วในปี 2561 นี้ไม่แน่ว่าจะเกิดการเรียกร้องจากคนกลุ่มใหญ่ขึ้น  ส่วนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปภายในปีนี้หรือไม่ยังเป็นสิ่งที่เรายังต้องติดตามกันต่อไป